วันจันทร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

อนุทิน 3

แบบฝึกหัด บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมาย

1. ท่านคิดว่าทำไมมนุษย์เราต้องมีกฎหมาย หากไม่มีจะเป็นอย่างไร
ตอบ มนุษย์เป็นสิ่งที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม อยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก มีความคิดเห็นที่แตกต่าง จึงต้องมีกฎหมาย เพื่อควบคุมพฤติกรรม ความขัดแย้ง การทะเลาะวิวาท การชิงดี ชิงเด่น หากไม่มีกฎหมาย มนุษย์จะทำอะไรตามอำเภอใจ โดยไม่มีความผิด ทำให้บ้านเมืองเดือดร้อน มีแต่ความวุ่นวาย

2. ท่านคิดว่าสังคมปัจจุบันจะอยู่ได้หรือไม่ หากไม่มีกฎหมาย และจะเป็นอย่างไร
ตอบ อยู่ไม่ได้ เพราะ ถ้าขาดกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน บ้านเมืองก็จะเกิดความวุ่นวาย คนในสังคมมีความเห็นแก่ตัว กระทำผิดได้โดยไม่มีบทลงโทษ ประชาชนถูกเอารัดเอาเปรียบ จึงทำให้ต้องมีกฎเกณฑ์หรือกฎหมายมาบังคับ

3. ท่านมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมาย ในประเด็นต่อไปนี้
      ก. ความหมาย   ข. ลักษณะหรือองค์ประกอบของกฎหมาย   ค. ที่มาของกฎหมาย   ง.ประเภทของกฎหมาย
ตอบ 
ก. ความหมาย
          กฎหมายคือ คำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดจากรัฎฐาธิปไตย์ จากคณะบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดของรัฐ เป็นข้อบังคับใช้กับคนทุกคนที่อยู่ในรัฐหรือประเทศนั้นๆจะต้องปฏิบัติตามและมีสภาพบังคับใช้ที่มีการกำ หนดบทลงโทษ
ข. ลักษณะหรือองค์ประกอบของกฎหมาย
          1. เป็นคำสั่งหรือข้อบังคับที่เกิดจากรัฎฐาธิปไตยที่องค์กรหรือคณะบุคคลที่มีอำนาจสูงสุด
อาทิ รัฐสภาฝ่ายนิติบัญญัติ หัวหน้าคณะปฏิวัติ กษัตริย์ในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สามารถ
ใช้อำนาจบัญญัติกฎหมายได้

          2. มีลักษณะเป็นคำสั่งข้อบังคับ อันมิใช่คำวิงวอน ประกาศ หรือแถลงการณ์ อาทิ ประกาศ
ของกระทรวงศึกษาธิการ คำแถลงการณ์ของคณะสงฆ์ ให้ถือเป็นแนวปฏิบัติ มิใช่กฎหมาย

          3. ใช้บังคับกับคนทุกคนในรัฐอย่างเสมอภาค เพื่อให้ทุกคนเกรงกลัวและถือปฏิบัติ สังคม
จะเกิดความสงบสุข

          4. มีสภาพบังคับ ซึ่งบุคคลจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย โดยเฉพาะการกระทำและการงดเว้น
การกระทำตามกฎหมายนั้นๆกำหนด หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม อาจถูกลงโทษหรือไม่ก็ได้

ค. ที่มาของกฎหมาย
          ที่มาของกฎหมายในแต่ละประเทศมีที่มาแตกต่างกัน ส่วนของประเทศไทย พอจะสรุปได้ 5 ลักษณะ ดังนี้
          1. บทบัญญัติแห่งกฎหมาย เป็นกฎหมายลักษณ์อักษร
          2. จารีตประเพณี เป็นแบบอย่างที่ประชาชนนิยมปฏิบัติตามกันมานาน หากนำไปบัญญัติ
เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรแลว้ ย่อมมีสภาพไปเป็นกฎหมาย

          3. ศาสนา เป็นข้อห้ามและข้อปฏิบัติที่ดีของทุกๆศาสนา สอนให้เป็นคนดี
          4. คำพิพากษาของศาลหรือหลักบรรทัดฐานของคำพิพากษา ซึ่งคำพิพากษาของศาลชั้นสูง
เป็นแนวทางที่ศาลชั้นต้นต้องนำไปถือปฏิบัติในการตัดสินคดี

          5. ความเห็นของนักนิติศาสตร์ เป็นการแสดงความคิดเห็น ว่าสมควรที่จะออกกฎหมาย
อย่างนั้น สมควรหรือไม่

ง. ประเภทของกฎหมาย
          การแบ่งประเภทกฎหมายที่ใช้ในประเทศไทยขึ้นอยู่กับการใช้หลักใด ดังนี้
          ก. กฎหมายภายใน
               1. กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
                    1.1 กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร แบ่งโดยยึดเนื้อหาของกฎหมายที่ปรากฏเป็นหลัก โดยผ่านกระบวนการบัญญัติกฎหมาย เช่น รัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติ
                    1.2 กฎหมายที่เป็นไม่เป็นลายลักษณ์อักษร เป็นกฎหมายที่มิได้มีการบัญญัติโดยผ่าน
กระบวนการนิติบัญญัติ เช่น จารีตประเพณี หลักกฎหมายทั่วไป

               2. กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญาและกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
                    2.1 กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 18 วรรคแรก บัญญัติโทษทางอาญา เช่น การประหารชีวิต จำคุก
                    2.2 กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง ได้บัญญัติถึงสภาพบังคับลักษณะต่างๆกัน ไว้สำหรับลงโทษผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่กระทำตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น การกำหนดให้เป็นโมฆะกรรมหรือโมฆียกรรม การบังคับให้ชำระหนี้
               3. กฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ
                    3.1 กฎหมายสารบัญญัติ แบ่งโดยคำนึงถึงบทบาทของกฎหมายเป็นหลัก กล่าวถึงการกระทำที่กฎหมายกำหนดเป็นองค์ประกอบแห่งความผิด หรือเป็นสิทธิหน้าที่และความรับผิดชอบ
ของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กฎหมายประสงค์จะควบคุมหรือคุม้ครองประโยชน์ของประชาชน

                    3.2 กฎหมายวิธีสบัญญัติ กล่าวถึง วิธีการและขั้นตอนในการใช้กฎหมายบังคับ เช่น
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งในประมวลกฎหมายนี้ กำหนดตั้งแต่อำนาจหน้าที่ของ
เจ้าพนักงานของรัฐในการดำเนินคดีทางอาญา การร้องทุกข์ การกล่าวโทษว่ามีการกระทำผิดอาญาเกิดขึ้น

               4. กฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน
                    4.1 กฎหมายมหาชน เป็นกฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ ระหว่างรัฐกับประชาชน รัฐ
เป็นผู้มีอำนาจบังคับให้ประชาชนปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยแก่สังคม เป็นเครื่องมือในการควบคุมสังคม

                    4.2 กฎหมายเอกชน เป็นกฎหมายที่มีความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกัน เช่น กฎหมายแพ่งและพาณิชย์
          ข. กฎหมายภายนอก
               1. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ
ต่อรัฐในการที่จะต้องปฏิบัติต่อกันและกัน

               2. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล เป็นข้อบังคับที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่าง
บุคคลในรัฐต่างรัฐ

               3. กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา เป็นข้อบังคับที่ประเทศหนึ่งหรือรัฐหนึ่งตกลง
ยอมรับให้ศาลส่วนอาญาของอีกรัฐหนึ่งมีอำนาจในการพิจาณาลงโทษอาญาแก่บุคคลที่ได้กระทำผิดนอกประเทศนั้นได้ เช่น สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน


4. ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ว่าทำไมทุกประเทศจำเป็นต้องมีกฎหมาย จงอธิบาย
ตอบ เพราะทุกประเทศ มีประชาชนอาศัยอยู่รวมกันเป็นจำนวนมาก และมีความคิดที่หลากหลาย อาจเกิดการขัดแย้ง การกระทำผิด จึงต้องมีกฎหมาย มีบทลงโทษสำหรับผู้กระทำผิด เพื่อเป็นกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้ประเทศมีความสงบสุข ประชาชนอยู่ในระเบียบวินัย

5. สภาพบังคับในทางกฎหมาย ท่านมีความเข้าใจอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ สภาพบังคับในทางกฎหมาย คือ โทษต่างๆในกฎหมาย ถ้าเป็นสภาพบังคับอาญา ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ส่วนสภาพบังคับของกฎหมายแพ่ง ได้แก่ การกำหนดให้การกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายนั้นตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะ

6. สภาพบังคับกฎหมายในอาญาและทางแพ่ง มีความเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ตอบ ต่างกัน เพราะ
               สภาพบังคับอาญา ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ ริบทรัพย์สิน ส่วน
               สภาพบังคับของกฎหมายแพ่ง ได้แก่ การกำหนดให้การกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมายนั้นตกเป็นโมฆะหรือโมฆียะ

7. ระบบกฎหมายเป็นอย่างไร จงอธิบาย
ตอบ แบ่งเป็น 2 ระบบ ดังนี้
               1. ระบบซีวิลลอร์ (Civil Law System) หรือระบบลายลักษณ์อักษร ถือกำเนิดขึ้นในทวีปยุโรป ราวคริสต์ศตวรรษที่ 12 เป็นระบบเอามาจาก “Jus Civile” ใช้แยกความหมาย “Jus Gentium”
ของโรมัน ซึ่งมีลักษณะพิเศษ กล่าวคือ เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่มีความสำคัญกว่าอย่างอื่น คำพิพากษาของศาลไม่ใช่ที่มาของกฎหมาย แต่เป็นบรรทัดฐานแบบอย่างของการตีความกฎหมายเท่านั้น เริ่มต้นจาก ตัวบทกฎหมายเป็นสำคัญ จะถือเอาคำพิพากษาศาลหรือความคิดเห็นของนักกฎหมายเป็นหลักไม่ได้ ยัถือว่า กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนเป็นคนละส่วนกัน และการวินิจฉัยคดีผู้พิพากษาเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด กลุ่มประเทศที่ใช้กฎหมายนี้ ประเทศยุโรป เช่น อิตาลี เยอรมัน ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์และประเทศตะวันออก เช่น ไทย ญี่ปุ่น
               2. ระบบคอมมอนลอว์ (Common Law System) เกิดและวิวัฒนาการขึ้นในประเทศอังกฤษ มีรากเหง้ามาจากศักดินา ซึ่งจะต้องกล่าวถึงคำว่า  “เอคควิตี้” (equity) เป็นกระบวนการเข้าไปเสริมแต่งให้คอมมอนลอว์เป็นการพัฒนามาจากกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร นำเอาจารีตประเพณีและคำพิพากษา ซึ่งเป็นบรรทัดฐานของศาลสมัยเก่ามาใช้จนกระทั่ง เป็นระบบกฎหมายที่มีความสมบูรณ์ในตวัเอง การวินิจฉัยต้องอาศัยคณะลูกขุน เป็นผู้ตัดสินชี้ขาด ประเทศที่ใช้ระบบกฎหมายนี้ เช่น อังกฤษ สหรัฐอเมริกา และประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ

8. ประเภทของกฎหมายมีหลักการแบ่งอย่างไรบ้าง มีกี่ประเภท แต่ละประเภทประกอบด้วย
อะไรบ้าง ยกตัอย่างอธิบาย
ตอบ แบ่งโดยแหล่งกำเนิด อาจแบ่งออกได้เป็นกฎหมายภายในและกฎหมายภายนอก
          กฎหมายภายใน เป็นหลักในการแบ่งย่อยออกไปได้อีก เช่น
               - แบ่งโดยถือเนื้อหาเป็นหลัก เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษรและกฎหมายที่ไม่ได้เป็นลายลักษณ์อักษร
               - แบ่งโดยถือสภาพบังคับกฎหมายเป็นหลัก เป็นกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่ง
               - แบ่งโดยถือลักษณะเป็นหลัก แบ่งได้เป็น กฎหมายสารบัญญัติและกฎหมายวิธีสบัญญัติ
               - แบ่งโดยถือฐานะและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนเป็นเกณฑ์ แบ่งได้เป็นกฎหมาย มหาชน และกฎหมายเอกชน
          กฎหมายภายนอก เป็นกฎหมายระหว่างประเทศ
               กฎหมายระหว่างประเทศแบ่งตามลักษณะของฐานะความสัมพันธ์ เช่น แบ่งเป็นกฎหมาย
ประเภทแผนกคดีเมือง ส่วนที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐ กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล ส่วนที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในรัฐหนึ่งกับบุคคลในอีกรัฐหนึ่ง และกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา เป็นกฎหมายที่ว่าด้วยข้อตกลงระหว่างรัฐ ในการร่วมมืออย่างถ้อยทีถ้อยปฏิบัติในการปราบปรามอาชญากรระหว่างประเทศและส่งตัวผู้ร้ายข้ามชาติให้แก่กัน
               มี 2 ประเภท คือ
                    1. กฎหมายภายใน
                        1.1 กฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร
                        1.2 กฎหมายที่มีสภาพบังคับทางอาญาและกฎหมายที่มีสภาพบังคับทางแพ่ง
                        1.3 กฎหมายสารบัญญัติ และกฎหมายวิธีสบัญญัติ
                        1.4 กฎหมายมหาชน และกฎหมายเอกชน
                 2. กฎหมายภายนอก
                        2.1 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมือง
                        2.2 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล

                        2.3 กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา

9. ท่านเข้าใจถึงคำว่าศักดิ์ของกฎหมายคืออะไร มีการแบ่งอย่างไร
ตอบ ศักดิ์ของกฎหมาย เป็นการพิจารณาลำดับชั้นแห่งค่าบังคับของกฎหมาย ทั้งนี้ เพราะกฎหมายลายลักษณ์อักษรที่ใช้บังคับอยู่มีหลายประเภท และมีชื่อเรียกแตกต่างกัน การจัดศักดิ์ของกฎหมายจึงมีความสำคัญต่อกระบวนวิธีการต่างๆทางกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ การตีความ และการยกเลิกกฎหมาย ซึ่งเกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดศักดิ์ของกฎหมายนั้น จะพิจารณาจากองค์กรที่มีอำนาจในการออกกฎหมายโดยใช้เหตุผลที่ว่า
     1. การออกกฎหมายโดยฝ่ายนิติบัญญัติ ควรจะเป็นกฎหมายเฉพาะที่สำคัญ เป็นการกำหนดหลักการและนโยบายเท่านั้น เช่น พระราชบัญญัติที่ออกโดยรัฐสภา ซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชน
     2. การให้รัฐสภาเป็นการทุ่นเวลา และทันต่อความต้องการและความจำเป็นของสังคม
     3. ฝ่ายบริหารหรือองค์กรอื่น จะออกกฎหมายลูก จะต้องอยู่ในกรอบของหลักการและนโยบายในกฎหมายหลักฉบับนั้น

10. เหตุการณ์ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 มีเหตุการณ์ชุมนุมของประชาชน ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า และประชาชนได้ประกาศว่า จะมีการประชุมอย่างสงบ แต่ปรากฏว่า รัฐบาลประกาศเป็นเขตพื้นที่ห้ามชุมนุม และขัดขวางไม่ให้ประชาชนชุมนุมอย่างสงบ ลงมือทำร้ายร่างกายประชาชน ในฐานะท่านเรียนวิชานี้ ท่านจะอธิบายบอกเหตุผลว่ารัฐบาลกระทำผิดหรือถูก
ตอบ รัฐบาลกระทำผิด เพราะ ประชาชนได้ประกาศแล้วว่าจะชุมนุมกันอย่างสงบ แต่รัฐบาลขัดขวางและทำร้ายร่างกายประชาชน รัฐบาลควรเชื่อใจประชาชน รัฐบาลความให้ความปลอดภัยแก่ประชาชน ไม่ใช่รัฐบาลทำร้ายประชาชน

11. ท่านมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า กฎหมายการศึกษาอย่างไร จงอธิบาย 
ตอบ  การจัดการศึกษา มีการปฏิรูปให้สอดคล้องกับภาวะบ้านเมืองในปัจจุบัน จึงได้นำบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึก ได้กำหนดให้มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัการศึกษา มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลง และสอดคล้องกับภาวะปัจจุบัน ดังนั้น ครูและบุคลากรและผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย จำเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของกฎหมายการศึกษาให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการศึกษาของชาติ

12. ในฐานะที่นักศึกษาจะต้องเรียนวิชานี้ ถ้าเราไม่ศึกษากฎหมายการศึกษา ท่านคิดว่า เมื่อท่านไปประกอบอาชีพครูจะมีผลกระทบต่อท่านอย่างไรบ้าง
ตอบ ถ้าเราไม่มีความรู้ในเรื่องกฎหมายการศึกษาเลย เราก็จะไม่รู้ว่า เราได้ทำอะไรผิดไปบ้าง อะไรสามารถทำได้ อะไรไม่สามารถทำได้ อะไรที่ทำแล้วผิดกฎหมาย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น